วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

งานอดิเรก

งานอดิเรกของผมก็คือการเล่นกีฬา

ทุกๆคน ต่างคนก็ต่างมีฝันของแต่ละคนแต่อยู่ที่ว่าจะเดินตามฝันของตัวเองได้รึป่าว................

ผมก็ฝันอะไรไว้หลายอย่างมากแต่ไม่เคยทำตามฝันที่ตัวเองฝันได้เลย ตอนเด็กๆผมชอบเล่นกีฬามากเรียกว่าบ้าได้เลย ยอมโดดเรียนเพื่อไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆอีกห้องที่ไม่มีเรียนจนโดนครูทำโทษแต่ก็ยังไม่เข็ดแอบไปเล่นอยู่บ่อยและอยู่มาวันหนึ่งทางโรงเรียนได้ประกาศรับสมัครนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนเพื่อเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขัน ซึ่งตอนนั้นผมได้ยินผมก็ตื่นเต้นมากและบอกกับตัวเองไว้ว่า "เราจะต้องไปคัดตัวนักกีฬาฟุตบอลเพื่อเป็นตัวของโรงเรียนให้ได้" และผมก็ไปคัดตัวนักกีฬาของโรงเรียนจนเย็น พอถึงวันประกาศรายชื่อมีคนไปคัดเลือกทั้งหมด 40 คน ทางโรงเรียนรับแค่ 22 คนเท่านั้น และหนึ่งใน 22 คน นั้นก็มีชื่อผมเป็นคนแรกซึ่งผมดีใจมากๆ แต่ตอนที่ผมไปคัดตัวนักกีฬาผมเองไม่ได้บอกพ่อกับแม่เลย ซึ่งพอผมนำเรื่องนี้ไปบอกพ่อและแม่นั้น ท่านก็ไม่ยอมให้ผมเล่นกีฬาเพราะว่ากลัวจะเสียการเรียน ซึ่งในตอนนั้นผมเสียใจอย่างมากที่พ่อและแม่ผมห้ามไม่ให้ผมเล่น แต่ผมก็บอกกับท่านว่า"ผมจะแบ่งเวลาให้ถูกว่าเรียนเป็นเรียนเล่นเป็นเล่น" พ่อกับแม่ได้ฟังผมอธิบายแล้วก็เข้าใจเลยยอมให้ผมเล่นกีฬา

แต่การเล่นกีฬาฟุตบอลนั้น ทั้งทีมมี 22 คน แต่ทีมฟุตบอลมีตัวจริงที่ลงเล่นในสนาม แค่ 11 คนและในแต่ละคนก็ต้องแย่งชิงกันเป็นตัวจริง ตอนแรกผมก็ไปเล่นแต่ก็ไม่ได้เป็นตัวจริงเพราะยังมีคนที่เก่งกว่าผมอีกหลายคน ผมก้กลับมาคิดแล้วว่าถ้าเรายังอยู่อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่เราจะเป็นตัวจริงซึ่งในตอนนั้นผมมีความมุ่งมั่นอย่างมาก กลับจากซ้อมฟุตบอลตอนเย็นมาก็ฝึกฝนด้วยตนเองโดยใช้เทคนิคต่างๆที่เราเห็นในโทรทัศน์มาลองทำตามดูและฝึกฝนการเตะลูกบอลในลักษณะต่างๆ อยู่ประมาน 2 สัปดาห์ได้ และพอผมได้มีโอกาสลงไปเล่นสิ่งที่ผมฝึกฝนมาก็เอามาใช้ได้หมดและผมก้ทำสำเร็จ ได้เป็น 11 ตัวแรกของการลงเล่นเป็นตัวจริง "ผมเล่นอยู่ในตำแหน่งกลองกลางได้ทั้งซ้ายและขวา" และพอลงเป็นตัวจริงฝันอีกอย่างหนึ่งก็คือยิงประตูให้กับโรงเรียนและตัวเองให้ได้ และนัดแรกที่ผมเล่น ก็สามารถทำประตูได้โดยโรงเรียนของผมชนะ ไป 1-0 ประตู และในนัดนั้นผมก็ได้ลงเป็นตัวจริงตลอด และอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนใฝ่ฝันของนักกีฬาก็คือ"การมีสาวๆมาชอบเพราะตอนนั้นสาวๆชอบผู้ชายเล่นกีฬามากผมก็หวังไว้อย่างนั้นเหมือนกัน" ในการลงเล่นในทุกๆนัดผมก็สามารถพาทีมเข้ารอบได้ตลอดในทุกๆรายการ และพอถัดมาอีกปีรุ่นพี่ที่จบไปก้ออกจากทีมไปบ้างผมได้รับสิทธิโดยไม่ต้องไปคัดตัวอีก และต่อมาได้มีการคัดเลือกหัวหน้าทีมและโค้ชก็ไว้วางใจให้ผมเป็นกับหน้าทีม "ซึ่งในตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเราเท่มากๆไม่คิดเลยว่าจะมายืนอยู่จุดนี้ได้" และนัดที่ผมประทับใจที่สุดที่จำไม่เคยลืมเลยก็คือ นัด 4 ทีมสุดท้าย ในแม็ตนั้นทีมผมชนะไป 2-0 และได้ผ่านเข้ารอบไปชิงชนะเลิศ ในแม็ตนั้นทั้ง 2 ประตูที่เกิดขึ้นมาจาผมทั้ง 2 ประตู ลูกแรกทีมผมได้ลูกทุ่มตรงครึ่งสนามเพื่อนผมก็ทุ่มมาให้ผมและผมก็เตะบอลไปข้างหน้าเพื่อโยนยาวไปให้ศูนย์หน้าที่รออยู่แต่ใครจะไปคิดว่าลูกที่ผมเตะไปจะลอยไปทำประตูได้และเป็นการยิงลูกที่ไกลที่สุดของผมในแม็ตนั้นโดยการยิงจากครึ่งสนาม และลูกที่ 2 ก็เป็นผมอีกเช่นกันที่ทำประตูได้ โดยเพื่อนส่งบอลย้อนกลับหลังมาให้ผมและผมก็วิ่งหนีการประกบตัวจากฝ่ายตรงข้ามแล้ววิ่งมายิงประตูอีกลูกเข้าประตูไป ทำให้ทีมผมชนะไป 2-0 และในแม็ตนั้นผมก้ได้รับถ้วยรางวัล "นักเตะยอดเยี่ยม" ด้วยในการทำ 2 ประตูที่ผ่านมา พอหลังจากนัดนั้นมามีคนรู้จักผมอย่างมากมายและโค้ชก้มาประกาศหน้าเสาธงตอนเครารพธงชาติว่าผมได้รางวัล"นักเตะยอดเยี่ยมมาครอง" ทำให้มีคนรู้จักผมทั้งโรงเรียนเลย ผมเดินไปทางไหนก็มีแต่คนยิ้มให้และคุยด้วยบางคนก้ซื้อขนมมาฝากไว้ให้กินตอนกลางวัน ในตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนว่า "เฮ้ยเราดังแล้วเว้ย" และตอนนั้นผมคิดว่าหนทางในการเล่นฟุตบอลของผมคงจะรุ่งโรจน์แน่นอน ซึ่งพอผมจบออกมาจากโรงเรียนนั้นผมก็คิดว่าจะไปเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และผมก้ไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ "ชลชาย" และก้ไปคัดตัวนักฟุตบอลเหมือนเดิมวันนั้นมีคนมาคัดตัวเยอะมากเป็น ร้อยคนเลยก็ว่าได้ และผมก้คิดดูแล้วว่ายังมีคนที่เก่งกว่าเราอีกมากมายผมก็เลยหยุดตามความฝันของผมที่จะได้เป็น "นักฟุตบอลทีมชาติไว้แค่นั้น" และในปัจจุบันผมก็ยังคงเล่นฟุตบอลต่อไปในเวลาที่ว่างหลังเลิกเรียน วันไหนไม่ได้เล่นมันเหมือนกับขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง

ไม่ว่าจะเล่นกีฬาไหนๆก็ทำให้เรามีสุขภาพรางกายที่แข็งแรงได้และใช้เวลาว่างๆให้เป็นประโยชน์อีกด้วย